รู้จักเยอรมนี

ความสัมพันธ์กับไทย

การทูต

ปี ๒๕๕๕ เป็นวาระครบรอบ ๑๕๐ ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี นับตั้งแต่ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนี เมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๐๕ โดยการทำสนธิสัญญาพระราชไมตรี การค้า และการเดินเรือระหว่างกัน (Treaty of Amity, Commerce and Navigation with Prussia, in the name of the German Customs and Commercial Union) ปัจจุบันมีนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ไทยมีสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต และสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ในเยอรมนี ๓ แห่ง คือ ที่นครมิวนิก เมืองฮัมบูร์ก และเมืองดึสเซลดอร์ฟ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ๑ แห่ง ที่เมืองชตุทท์การ์ท ในขณะที่ฝ่ายเยอรมนี นายรอล์ฟ เพเทอร์ กอทท์ฟรีด ชุลเซอ (Rolf Peter Gottfried Schulze) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต เข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ และมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ในไทย ๓ แห่ง คือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และเมืองพัทยา


การเมือง

ความสัมพันธ์ทวิภาคีดำเนินไปด้วยความราบรื่น ไทยและเยอรมนีมีการแลกเปลี่ยนการเยือน ในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ อาทิ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๗-๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นายแพทย์ฟิลิปป์ เริสเลอร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเยอรมนีเยือนไทยเพื่อเป็นประธานร่วมฝ่ายเยอรมนี ในการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจไทย-เยอรมนี ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๕ ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเน้นดำเนินการผ่านกลไกความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีอยู่ ล่าสุด เมื่อวันที่ ๕ – ๗ มิถุนายน ๒๕๕๖ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ โดยได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และเข้าร่วมเป็นแขกเกียรติยศในงาน Asia Pacific Weeks Berlin ณ กระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี


การค้า

เยอรมนีเป็นคู่ค้าลำดับที่ ๑๕ ของไทย โดยเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑ ของไทยจากสหภาพยุโรป ในปี ๒๕๕๖ ไทยและเยอรมนีมีมูลค่าการค้ารวม ๑๐,๑๘๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า ๔,๐๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้ามูลค่า ๖,๑๑๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียเปรียบดุลการค้ามูลค่า ๒,๐๔๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปเยอรมนี ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ก๊อก วาล์วและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล สินค้านำเข้าที่สำคัญของไทยจากเยอรมนี ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ รถยนต์นั่ง ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม แผงวงจรไฟฟ้า


การลงทุน

การลงทุนจากเยอรมนีในปี ๒๕๕๖ มีมูลค่า ๖,๒๔๐ ล้านบาท เป็นการลงทุนที่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment - BOI) ทั้งสิ้น ๒๘ โครงการ มูลค่า ๒,๘๙๔ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร รองลงมา ได้แก่ สาขาอุปกรณ์ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคและบริการ

กรณีข้อพิพาททางการค้าการลงทุนที่สำคัญระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนี คือ ข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทวาลเทอร์ เบา (Walter Bau AG) ซึ่งผู้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทวาลเทอร์ เบา ได้ฟ้องร้องต่อศาลนครนิวยอร์กและศาลกรุงเบอร์ลิน ขอบังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้ไทยชำระค่าเสียหายแก่บริษัทวาลเทอร์ เบา เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ รวมไปถึงการขอให้ศาลกรุงเบอร์ลินอายัดเครื่องบินโบอิ้ง ๗๓๗-๔๐๐ ไว้เป็นของกลางในเยอรมนีระหว่างวันที่ ๑๒ กรกฎาคม – ๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ ศาลฎีกาสูงสุดของเยอรมนีได้ตัดสินยกคำพิพากษาของศาลสูงเบอร์ลินและให้พิจารณาคำร้องของบริษัท Walter Bau ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย เพราะทำให้ฝ่ายไทยสามารถกลับเข้าสู่กระบวรการพิจารณาได้อีกครั้ง


การท่องเที่ยว

ในปี ๒๕๕๖ มีนักท่องเที่ยวเยอรมันเดินทางมาประเทศไทยจำนวน ๗๔๔,๓๖๓ คน (เป็นอันดับที่ ๓ ในยุโรป รองจากรัสเซีย และสหราชอาณาจักร) นักท่องเที่ยวเยอรมันจัดเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันสูง ปัจจุบัน สายการบินไทยทำการบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่นครแฟรงก์เฟิร์ตวันละ ๒ เที่ยวบิน และจากกรุงเทพฯ สู่นครมิวนิกทุกวัน วันละ ๑ เที่ยวบิน ส่วนสายการบิน Lufthansa ทำการบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปนครแฟรงก์เฟิร์ตวันละ ๑ เที่ยว


ด้านสิ่งแวดล้อม

สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ดำเนินโครงการร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์เยอรมนีเพื่อพัฒนาการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแผนจะขยายขอบเขตความร่วมมือจากที่มุ่งเน้นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว ให้เป็น ความร่วมมือระดับกระทรวงที่ครอบคลุมประเด็นด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ด้วย โดยผู้แทนจากสองกระทรวงได้เห็นชอบกรอบความร่วมมือในลักษณะการหารือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Dialogue) โดยจะให้ความสำคัญกับการนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluters Pay Principle: PPP) และผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiaries Pay Principle: BPP) มาปรับใช้กับประเด็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ ทั้งนี้ ไทยและเยอรมนีได้มีการหารือเชิงยุทธศาสตร์ ครั้งที่ ๑ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๑-๑๒ กันยายน ๒๕๕๖


ด้านพลังงาน

ไทยเริ่มมีความร่วมมือด้านพลังงานกับเยอรมนีตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ โดยเริ่มจากโครงการ ขยายอุปทานพลังงานระหว่าง Advisory Group Lahmeyer กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เยอรมนีได้มีโครงการ ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยเป็นจำนวนมาก โดยดำเนินการผ่านองค์กรความร่วมมือด้านวิชาการแห่งเยอรมนี อาทิ โครงการก๊าซชีวภาพไทย-เยอรมันระหว่างปี ๒๕๓๑-๒๕๓๗ การจัดทำแผนแม่บทเรื่องโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดย่อมระหว่างปี ๒๕๓๓-๒๕๓๕ และโครงการไทย-เยอรมัน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานระหว่าง ปี ๒๕๓๖-๒๕๔๕ โดยมีหน่วยงานหลักของไทยที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาของไทยมีความร่วมมือด้านพลังงานกับสถาบันการศึกษาหรือบริษัทเอกชนของเยอรมนีในด้านการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการปรับนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในประเทศไทย อาทิ ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนเรศวรกับบริษัท Solarite เรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับชีวมวลเพื่อผลิตไฟฟ้า


ด้านการบริหารจัดการน้ำ

ความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างไทยกับเยอรมนี เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ โดยการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และได้มีการจัดตั้งคณะทำงานโครงการความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำระหว่างไทยกับเยอรมนีขึ้น โดยมีสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินโครงการฯ เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น หน่วยงานหลักของฝ่ายเยอรมนี คือ สถาบัน Karlsruhe Institute of Technology (KIT) กรมทรัพยากรน้ำได้รับการประสานงานจาก GIZ (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit) เรื่องโครงการความร่วมมือระหว่าง GIZ กับหน่วยงานของไทยภายใต้โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำในภาวะวิกฤตโดยการรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือโครงการจัดการน้ำเชิงระบบนิเวศ (Water Management Project) โดยการสนับสนุนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้ ไทยกับเยอรมนีได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในสาขาการจัดการภัยพิบัติเมื่อปี ๒๕๕๕ และล่าสุด กระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ เยอรมนีได้อนุมัติสนับสนุนงบประมาณเป็นจำนวนเงิน ๒.๘ ล้าน ยูโร สำหรับโครงการร่วมมือเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของไทยในการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง ภายใต้โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำในภาวะวิกฤตโดยการรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำ (Improved Management of Extreme Events through Ecosystem-based Adaptation in Watersheds) สำหรับปี ๒๕๕๖-๒๕๕๙ โดยใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำท่าดีเป็นพื้นที่นำร่อง และมีหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการคือกรมทรัพยากรน้ำและ GIZ


การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาเยอรมัน (VBI) ได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ เพื่อจัดตั้งวิทยาลัยก่อสร้างไทย-เยอรมัน (Thai-German Construction Academy) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เพื่อจัดการเรียนการสอนในด้านนี้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน VBI อยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทยและสมาคมวิชาชีพต่างๆ เพื่อต่อยอดความร่วมมือ รวมถึง การฝึกอบรมวิศวกรและสถาปนิกในประชาคมอาเซียน โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยให้การสนับสนุน และเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ ได้จัดการประชุม เชิงปฏิบัติการด้านการสร้างอาคารประหยัดพลังงาน ครั้งที่ ๒ ในหัวข้อ Evolution of Green Buildings and Smart Cities ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเยอรมนีมาให้ความรู้ และ มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานต่างๆ และสถาบันการศึกษากว่า ๑๐๐ ราย

ไทยกับเยอรมนีมีความร่วมมือที่หลากหลายในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม โดยหน่วยงานด้านการวิจัยและสถาบันการศึกษาของไทยหลายแห่งมีความร่วมมือกับสมาคมวิจัยของเยอรมนี อาทิ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้จัดทำบันทึกความเข้าใจกับมูลนิธิวิจัยเยอรมนี และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจกับสมาคม ฟราวน์โฮเฟอร์ (Fraunhofer Institute) และล่าสุดสถาบันวิจัยแสงซินโครตอน (องค์กรมหาชน) (SLRI) ได้ลงนาม License Agreement กับ สถาบัน Deutsches Elektronen Synchrotron (DESY) ณ นครฮัมบูร์ก ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยภายใต้ Hemholtz Association เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗


การจัดการขยะ

ความร่วมมือระหว่างเยอรมนีกับไทยยังจำกัดอยู่ในด้านการควบคุมมลภาวะเป็นหลัก โดยการกำจัดขยะและมักเป็นเพียงประเด็นที่หน่วยงานเทศบาลของไทยเดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อพิจารณานำมาใช้เป็นแบบอย่างเท่านั้น อย่างไรก็ดี กรมควบคุมมลพิษมีความสนใจที่จะร่วมมือกับเยอรมนีในด้านเทคโนโลยีสำหรับการแปรขยะเป็นพลังงาน

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงเพื่อความร่วมมือในด้านการบริหารจัดการขยะโดยเทคโนโลยีของเยอรมนี ระหว่างผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดปทุมธานี อาทิ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานพลังงาน และ องค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของเยอรมนี (GIZ) ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีมีเป้าหมายที่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ให้การบริหารจัดการขยะมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


การศึกษา

เยอรมนีได้มีความร่วมมือด้านวิชาการและการศึกษากับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน การสนับสนุนด้านการศึกษาที่สำคัญที่สุดของเยอรมนี คือ การสนับสนุนการจัดตั้งโรงเรียนเทคนิคพระนครเหนือเมื่อปี ๒๕๐๒ ซึ่งได้พัฒนามาเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในปัจจุบัน ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือกับเยอรมนีในสาขาการศึกษาทวิภาคี (dual system) ซึ่งเป็นระบบการอาชีวศึกษาที่มีชื่อเสียงของเยอรมนี และปัจจุบัน มีการลงนามบันทึกความเข้าใจแล้ว ๒ ฉบับ เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนระบบทวิภาคีในประเทศไทย นอกจากนี้ ระหว่างการเยือนไทยเมื่อวันที่ ๑๖-๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นางคอร์เนเลีย พีเพอร์ (Cornelia Pieper) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่จะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการศึกษาเพื่อเป็นกลไกในการจัดวางระบบการศึกษาระบบทวิภาคีในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม และอาจจะจัดประชุมครั้งแรกในปี ๒๕๕๗ ทั้งนี้ หน่วยงานของเยอรมนีในประเทศไทยที่ดูแลการจัดหลักสูตรทวิภาคี คือ หอการค้าไทย-เยอรมัน ภายใต้ชื่อโครงการ German - Thai Dual Excellence Education และตั้งแต่ช่วงเมษายน ๒๕๕๖ เริ่มมีการเรียนการสอนแล้ว ๑ ภาคการศึกษา นอกจากนี้ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาลัยเอกชน (รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช) ได้เจรจากับผู้แทนสมาคมพัฒนาทักษะวิชาชีพของเยอรมนี (นาย Wolfgang Reuter) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเอกชนกับบริษัทเยอรมนีในสาขาสาขาอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องจักรกล และระหว่างวันที่ ๒๖ เมษายน – ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะจากกระทรวงวัฒนธรรมและการศึกษาของรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์กของเยอรมนีเดินทางเยือนไทยและพบหารือ ศึกษาดูงานกับหน่วยงานด้านการอาชีวศึกษาของไทย และเข้าร่วมกิจกรรม Symposium เกี่ยวกับการอาชีวศึกษาระบบ dual system ในวันที่ ๒๙ เมษายน ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์


สังคมและวัฒนธรรม

ปัจจุบัน มีคนไทยอาศัยอยู่ในเยอรมนีมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา โดยสถิติของทางการสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในปี ๒๕๕๔ มีจำนวนคนไทยพำนักในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีทั้งสิ้น ๕๗,๐๗๘ คน อย่างไรก็ดี คนไทยที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีจำนวนมากเป็นหญิงไทยที่สมรสกับชาวเยอรมันและได้รับสัญชาติเยอรมัน ดังนั้น จำนวนคนไทยที่อาศัยอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จึงมีประมาณกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน


ความร่วมมือไตรภาคี

ไทยกับเยอรมนี โดยกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Federal Ministry for Economic Cooperation and Development – BMZ) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคี เมื่อปี ๒๕๕๑ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในลักษณะไตรภาคี โดยทั้งสองประเทศจะร่วมมือกัน ในการให้ความช่วยเหลือประเทศที่สาม โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านของไทย ได้แก่ ลาว และเวียดนาม โดยเฉพาะในด้านการเพิ่มศักยภาพและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์


ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว

  • สนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทน (ลงนามครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๔ และลงนามครั้งล่าสุดหลังจากเจรจาใหม่ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ โดยมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗)
  • ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศ (ลงนามเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๐๕)
  • อนุสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๑๐)
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓)
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๒๖ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๗)
  • สนธิสัญญาว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตาม คำพิพากษาในคดีอาญา (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๖)
  • ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเล (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจ (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖)
  • ความตกลงว่าด้วยพนักงานวิทยุสมัครเล่น (แลกเปลี่ยนหนังสือระหว่างกันเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖)
  • ความตกลงด้านการเงิน เพื่อเป็นกรอบความตกลงสำหรับการให้กู้ยืมเงินระหว่างธนาคาร Kreditanstalt fuer Wiederaufbau (KfW) ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกับธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ลงนามเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือไตรภาคีเพื่อให้ความร่วมมือแก่ประเทศที่สาม (ลงนามเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๑)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในสาขาการจัดการภัยพิบัติ (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๕)
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา (ลงนามเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๕)