สาขาธุรกิจที่สำคัญ

ภาคอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ในปี 2556 มีผลประกอบการ 361 พันล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วน 20% ของผลประกอบการภาคอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งประเทศ เยอรมนีจึงเป็นทั้งผู้ผลิตและตลาดที่มีศักยภาพอย่างยิ่ง

สถิติปี 2555 มียอดการผลิตรวมสูงถึง 5.4 ล้านคัน โดยในเยอรมนีมีโรงงานประกอบและโรงงานผลิตเครื่องยนต์ ทั้งสิ้น 46 โรงงาน ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์จำนวนถึง 1 ใน 3 ของปริมาณรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตในยุโรป

บริษัทรถยนต์เยอรมนีส่วนใหญ่ยังมีฐานการผลิตที่เข้มแข็งในเยอรมนี โดยโรงงานผลิตในเยอรมนีมีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์และระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน ปัจจุบัน เยอรมนีกำลังปรับสู่การเป็นผู้นำด้านการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและแนะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Smart Grids ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า Telematics, เทคโนโลยีการผลิตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการวิจัยวัสดุ

ในปี 2557 ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีลงทุน 12,000 ล้านยูโรเพื่อการวิจัยเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก คิดเป็น 40% ของค่าใช้จ่ายด้านวิจัยทั้งหมดของอุตสาหกรรม แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ของเยอรมนีจะมีการขยายการผลิตมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ. 2020 เน้นการลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน

เยอรมนีนับเป็นผู้ส่งออกอุตสาหกรรมเคมีรายใหญ่สุดของโลกและเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญสุดในยุโรป ผู้ประกอบการรายสำคัญ ได้แก่ BASF, Bayer, Henkel, Evonik และ Merck ซึ่งมีผลประกอบการในปี 2555 รวมกันราว 1.6 แสนล้านยูโร ทั้งยังมีแผนขยายการลงทุนสร้างโรงผลิตขนาดใหญ่ในเมืองต่างๆ อาทิ Marl, Ludwigshafen, Dormagen, Brunsbüttel ในปี 2557-2558 มูลค่ารวมกว่าพันล้านยูโร

จุดแข็งที่สำคัญของเยอรมนีคือ ระบบสาธารณูปโภคเฉพาะด้าน หน่วยงานสถาบันวิจัย และบุคลากรที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังมีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรมเคมี (Chemieparks) บนพื้นที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร ด้วยระบบ Plug and play คือ ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปลงทุนและดำเนินการได้ทันที บนพื้นฐานสาธาณูปโภค วัตถุดิบ ระบบขนส่งลำเลียง ระบบความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกทางเทคนิคและทางสังคม

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งอันเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และระบบโครงข่ายลอจิสติกส์ที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายท่อลำเลียงก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และ Naphtha และระบบไพพ์ไลน์ที่เชื่อมโยงสวนอุตสาหกรรมเคมีต่างๆ เข้าหากัน ตลอดจนโครงข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือขนส่งสินค้า จึงทำให้โครงข่ายสาธารณูปโภคเพื่ออุตสาหกรรมเคมีมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของเยอรมนี มูลค่าการผลิตเมื่อปี 2554 อยู่ที่ 163.3 พันล้านยูโร ซึ่งในจำนวนนี้ 30% ส่งออกไปนอกสหภาพยุโรป ที่เหลือเป็นการบริโภคภายในสหภาพยุโรป สาขาการผลิตที่มีมูลค่าการผลิตมากที่สุดเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านเนื้อสัตว์และไส้กรอก สัดส่วนร้อยละ 23 รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์จากนม สัดส่วนร้อยละ 16 ส่วนผลิตภัณฑ์ด้านขนมอบ มีสัดส่วนร้อยละ 9 และผลิตภัณฑ์กลุ่มของหวาน มีสัดส่วนร้อยละ 8 ผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ Nestlé, Dr. Oetker, Vion Food Group, Tchibo, Coca-Cola, และ Kraft Foods

ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเยอรมนีมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรป แนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอาหารอินทรีย์ อาหารสำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันสูง ปัญหาโคลเรสเตอรอล ณ ปี 2554 ยอดขายรวมอยู่ที่ 6.6 พันล้านยูโร

คาดการณ์ว่าปี 2558 ตลาดอาหารและเครื่องดื่มภายในประเทศจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 8% โดยเน้นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ต่างๆ และอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันต่ำ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม รวมถึงเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ น้ำผักผลไม้คั้นสด (smoothies) เครื่องดื่มอินทรีย์

โอกาสการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ อยู่ที่การผลิตสินค้าที่เน้นประโยชน์ในแง่สุขภาพ และจุดเด่นด้านกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ โดยคำนึงว่า สาขาอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีการลงทุนด้านพัฒนาและวิจัย ในปี 2554 สูงถึง 355 ล้านยูโร

เยอรมนีเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์อันดับ 1 ของสหภาพยุโรปและเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในเยอรมนีได้รับการคิดค้น วิจัยและพัฒนา จนมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับโลก อาทิ Siemens, Otto Bock®, DOCTER®, Analyticon® ฯ นอกเหนือจากตลาดยุโรปที่มีความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ตลาดเยอรมนีเองก็มีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ในระยะยาว ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ ความมีจิตสำนึกรักสุขภาพ และแนวโน้มประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น

สถิติในปี 2555 เยอรมนีมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ 1,200 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม มีผลประกอบการโดยรวม 27 พันล้านยูโร ในจำนวนนี้ 66% เป็นการส่งออก โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย

ภาครัฐของเยอรมนี ได้จัดสรรงบประมาณประมาณ 30 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมนี้ เช่น โครงการ Central Innovation Program SME (ZIM) ของกระทรวงเศรษฐกิจฯ เยอรมนี ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 350,000 ยูโร นอกจากนี้ ภาคเอกชนของเยอรมนี ยังมีสนับสนุนงบประมาณ ประมาณ 9% ของผลประกอบการรายปี ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ทั้งหมด โดยมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจกับหน่วยงานวิจัยกว่า 330 แห่ง ไม่ว่าจะสถาบัน Fraunhofer สถาบัน Max-Planck และมหาวิทยาลัย 343 แห่งทั่วประเทศ

เยอรมนีนับเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมนาโนเทคโนโลยีในยุโรป หรืออาจจะกล่าวได้ว่าครึ่งหนึ่งของธุรกิจด้านนี้ ในยุโรป เป็นผู้ประกอบการเยอรมนี ในปี 2554 มีผลประกอบการรวมประมาณ 1.4 หมื่นล้านยูโร


จากสถิติของ OECD เยอรมนีมีการจดสิทธิบัตรด้านนี้มากเป็นอันดับสามของโลก รองจากอเมริกาและญี่ปุ่น

  2004 2005 2006 2007 2008 2009 2010 2011
United States 399.2262 401.4107 408.7295 521.1167 496.275 412.5095 340.5976 192.9238
Japan 458.1467 444.7591 475.794 520.6991 429.9571 431.288 452.6519 281.8157
Germany 165.0655 159.033 184.5452 189.4193 144.069 145.9479 121.759 59.0619
ที่มา : www.oecd-ilibrary.org

ธุรกิจนาโนเทคโนโลยีในเยอรมนีโดยมากเป็นการผลิตวัสดุนาโน เครื่องมือนาโน การวิเคราะห์นาโน และอุปกรณ์เสริมเพื่อธุรกิจการผลิตเครื่องมือนาโน เช่น ห้องสุญญากาศและปลอดเชื้อ แหล่งพลาสม่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการผลิตระบบและชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนธุรกิจการให้บริการแนะนำปรึกษา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการวิเคราะห์วิจัย

สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ เทคโนโลยีการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีการผลิต เช่น การเคลือบผิววัสดุ เทคโนโลยีสาธารณสุข เช่น การแพทย์นาโน การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ เทคโนโลยียานยนต์และการขนส่ง และเทคโนโลยีการสื่อสารและระบบความปลอดภัย

งบประมาณประมาณ 10% ของรายรับแต่ละปี จะถูกนำไปลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ในขณะที่ รัฐบาลเยอรมนี จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวนมากด้วย (ในปี 2555 400 ล้านยูโร)

ในปี 2553 ตลาดอุตสาหกรรมยาเยอรมนีมีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านยูโร มีจำนวนผู้ประกอบการ 903 บริษัท แลมีการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 5.5 พันล้านยูโร



ที่มา : องค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งเยอรมนี (GTAI)

จุดแข็งของเยอรมนีในสาขาธุรกิจนี้ อยู่ที่ความหลากหลายและการแข่งขันอย่างเสรีของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยา ทั้งรายใหญ่และ SMEs ในขณะเดียวกัน ก็มีความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ เอกชน และวิชาการ

ในฐานะประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงสุดในยุโรปทำให้เยอรมนีเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่สุดของภูมิภาค จึงทำให้มีจำนวนธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพมากที่สุด อีกทั้งการมีศักยภาพทางเทคโนโลยีและทำเลที่เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการเป็นแหล่งรวมนักวิจัยที่มีชื่อเสียงจากนานาชาติ ทำให้เยอรมนีเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ในยุโรปโดยปริยาย

นอกจากนี้ เยอรมนี ยังมีโรงพยาบาลของมหาวิยาลัยแพทย์กว่า 45 แห่งทั่วประเทศ สถาบันวิจัยด้านการแพทย์ 118 แห่ง สาขาที่โดดเด่นอย่างมาก ได้แก่ immunology มะเร็งวิทยา โลหิตวิทยา โรคกระบวนการสร้างและสลาย

ในปี 2555 อุตสาหกรรมพลาสติกของเยอรมนีมีรายรับรวม ถึง 9 หมื่นล้านยูโร มีอัตราการเติบโต 3.7% ต่อปี และคาดการณ์ว่าปี ค.ศ. 2017 ตลาดยุโรปจะมีความต้องการใช้พลาสติกราว 290 ล้านตัน โดยพลาสติกในประเทศเยอรมนีถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์ เครื่องกล บรรจุภัณฑ์ ไฟฟ้า การก่อสร้าง รวมถึงการผลิตโพลิเมอร์ ตัวแปลงไฟฟ้า เครื่องจักร

อุตสาหกรรมพลาสติกของเยอรมนีมีจุดเด่นในแง่ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการพัฒนาและการออกแบบที่ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ สินค้าที่ผลิตในเยอรมนีเป็นที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานสากล อีกทั้งมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เยอรมนียังมีความได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง เพราะเป็นศูนย์กลางการส่งออกทั่วสหภาพยุโรป และยังเป็นผู้นำในภูมิภาคที่มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง สะดวกต่อการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกอย่างครบวงจร

เยอรมนีมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่นับว่าใหญ่ที่สุดในยุโรป ปัจจุบัน ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่อัตรา 6% ต่อปี และในปี 2558 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.1 หมื่นล้านยูโร (มูลค่ารวมในตลาดโลก อยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนล้านยูโร) รายรับรวมจะเพิ่มขึ้นถึง 55%

สาขาที่น่าจับตามองว่าจะมีการเติบโตอย่างมาก ได้แก่ ความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์ (IT Security) การตรวจพิสูจน์บุคคล (Identification) โดย authentication และ biometrics ระบบป้องกันการบุกรุกและโจรกรรม นอกจากนี้ เทคโนโลยีความมั่นคงที่น่าสนใจ ยังได้แก่ การจัดการปฏิกูลมีพิษ ระบบเตือนและป้องกันอัคคีภัย ตลอดจนเทคโนโลยีการสืบสวนสอบสวน

เยอรมนีให้ความสำคัญการดำเนินนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน บนพื้นฐานของ cost effectiveness โดยสร้าง incentives ด้านเศรษฐกิจ และกฎหมาย ที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่ Fukushima ในญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การปรับกำหนด phase out พลังงานนิวเคลียร์ของเยอรมนี ให้เร็วขึ้น จากเดิมปี 2579 เป็นปี 2565 เพราะนอกจากจะเป็นการตอบสนองกระแสสิ่งแวดล้อมแล้ว รัฐบาลสหพันธ์ฯ ยังใช้โอกาสนี้เร่งรัดการปรับนโยบายด้านพลังงานของสหพันธ์ฯ โดยได้เผยแพร่ concept paper ว่าด้วยการเปลี่ยนระบบพลังงานของประเทศ (“Energiewende”) เพื่อใช้ประโยชน์ จากการเป็น first mover ในสาขาพลังงานทดแทน และวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขาดังกล่าว อย่างเป็นระบบต่อไป

ประสบการณ์ของเยอรมนีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังงานทดแทนเป็นแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ โดยในปี 2555 costs ของพลังงานแสงอาทิตย์ลดต่ำลงกว่าไฟฟ้าปกติเป็นครั้งแรก ราคาไฟฟ้าในตลาดเยอรมนี ต่ำที่สุดในยุโรป นอกจากนี้ พลังงานทดแทนได้กลายเป็นแหล่งพลังงานอันดับ 2 ในเยอรมนีตั้งแต่ปี 2554 สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนถึงร้อยละ 20.1 หรือ 121,939 GWh ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นพลังงานลม (ร้อยละ 38.12) แสงอาทิตย์ (ร้อยละ 15.58) และชีวมวล (ร้อยละ 14.35) ตลาดพลังงานทดแทนในประเทศเติบโตขึ้นถึง 34% ในช่วงปี 2555-2556 กอปรกับอุปทานพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้สหพันธ์ฯ เป็นผู้ส่งออกพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ นอกจากด้านอุปทานแล้ว สหพันธ์ฯ ยังเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ นำไปสู่การจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนด้วย

สำหรับพลังงานลม เยอรมนีมีการผลิตพลังงานลมในปี 2556 คิดเป็นร้อยละ 11 ของการผลิตทั่วโลก และร้อยละ 8.4 ของปริมาณการบริโภคไฟฟ้าทั้งหมดของเยอรมนี การติดตั้งกังหันลมใหม่เพิ่มขึ้น 9.1% ถือเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน (ที่มา Global Wind Energy Council) นโยบายการสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ มีทั้งเงินช่วยเหลือผ่านการส่งเสริมการจ้างงาน ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา ภายใต้นโยบายส่งเสริมเฉพาะด้านของกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ เยอรมนี หรือกฎหมายว่าด้วยพลังงานทดแทน (EEG) เป็นต้น

เยอรมนีมีสัดส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐใน R&D สาขาสิ่งแวดล้อม/พลังงานกว่าร้อยละ 0.6 ของ GDP ถือว่าสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม ประเทศ OECD ส่วนการใช้พลังงานทดแทน ในประเทศ ในปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 12.2 จากพลังงานที่ใช้ทั้งหมด 293,994 GWh หรือมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 129.28 ล้านตัน

จุดแข็งที่สำคัญของเยอรมนี นอกจากองค์ความรู้ เครือข่าย และการวางแผน/นโยบายแล้ว ได้แก่ ทัศนคติและจิตสำนึกที่เอื้อต่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้การผลักดันนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ภายใต้แนวคิด green economy เป็นไปได้โดยง่ายและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

จากมุมมองของเยอรมนี การปฏิรูปนโยบายพลังงานในเยอรมนีมีส่วนสำคัญในการส่งเสริม SMEs สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากเยอรมนีมีแสงอาทิตย์ไม่มาก จึงเป็นผลให้การพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องมีโครงสร้างอุตสาหกรรมรองรับที่ดี การอุดหนุนช่วงแรกทำให้เกิดแรงจูงใจ แต่เมื่ออุตสาหกรรมขยายตัวจนถึงระดับที่เกินความจำเป็นแล้ว รัฐบาลเยอรมนีจึงต้องเริ่มลดการอุดหนุนเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันตามกลไกตลาด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจฯ ให้นโยบายไว้ชัดเจนว่า อุตสาหกรรมของเยอรมนีจะเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นคุณภาพ จึงไม่จำเป็นต้องเข้าแข่งขันด้วยการตัดราคา โดยลดต้นทุนการผลิตดังนั้น แม้ว่าหลายบริษัทได้ปิดกิจการลง แต่บริษัทที่เหลืออยู่ถือเป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและมีประสิทธิภาพในระดับชั้นนำของโลก

ความท้าทายของเยอรมนี ได้แก่ การประสานงานระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจฯและกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพลังงาน 2 กระทรวงของเยอรมนี และการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนต่อการดำเนินนโยบายรัฐบาล มาตรการอุดหนุนพลังงานทดแทน ภายใต้กฎหมายว่าด้วยพลังงานทดแทน (EEG) ของเยอรมนีในปัจจุบัน อาจจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคเนื่องจากผู้บริโภคต้องรับภาระแทนภาคอุตสาหกรรม หากค่าไฟฟ้าสูงขึ้นมากก็จะส่งผลกระทบต่อการยอมรับในสังคม

พลังงานลม ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม wind parks ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากระบบสายส่งไฟฟ้ามีศักยภาพจำกัด บางส่วนต้องปิดกิจการชั่วคราว สถานะล่าสุด รัฐบาล กำลังหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และคาดว่าจะมีคำตอบภายในช่วงเทศกาลอีสเตอร์

พลังงานแสงอาทิตย์ การผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2554 การผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 7.5 GW หรือกว่าสองเท่าจากที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากการผลิตยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ระบบสายส่งที่มีอยู่ก็ไม่น่าจะรองรับได้ สถานะล่าสุด รัฐบาล ได้ประกาศปรับลด subsidies ซึ่ง รัฐมนตรีคนก่อน (สังกัด SPD สมัยต่อมาเป็นฝ่ายค้าน) ริเริ่มไว้ เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมกันนั้น ก็จะทำให้การขยายตัวของอุตสาหกรรม ชะลอลง เพื่อบรรเทาปัญหาระบบสายส่งไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ได้มีผู้ประกอบการบางส่วนเสนอให้เลื่อนกำหนดเวลาที่จะลดการสนับสนุนดังกล่าวออกไปก่อน เพื่อลดผลกระทบต่อการจ้างงานในภาคการผลิต และการพัฒนาเทคโนโลยี แต่รับมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯสหพันธ์ฯ ยังยืนยันท่าที

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลเยอรมนี มีแผนการที่จะลดอัตราการอุดหนุนลง โดยอาจจำกัดจำนวนการติดตั้งใหม่และ costs ให้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมมีเสถียรภาพและดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐบาล เนื่องจากการแข่งขันได้สูงขึ้น จนในปี 2557 ต้นทุนต่ำลงใกล้เคียงกับราคาไฟฟ้าปกติ นอกจากนี้ หากปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่ปัญหาการ load ระบบสายส่งไฟฟ้าของประเทศ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คณะรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ มีมติเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2555 เห็นชอบกับการติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูง 2,800 กม. และการซ่อมแซมสายไฟฟ้า 2,900 กม. รวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนการส่งไฟฟ้าจากภาคเหนือของ ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตพลังงานลม off-shore ไปภาคใต้ ที่มีอุตสาหกรรม ที่ความต้องการไฟฟ้าสูง

ในธุรกิจก่อสร้าง คณะรัฐมนตรีสหพันธ์ฯ ได้มีมติให้สถาบันเครดิตเพื่อการพัฒนาแห่งสหพันธ์ฯ (KfW) เพิ่มวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับปรุงอาคาร/บ้านพัก อีก 300 ล้านยูโร รวมเป็น 1.8 พันล้านยูโร เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมฯ สหพันธ์ฯ มอบนโยบายว่า ขั้นตอนการขอรับการสนับสนุนจาก รัฐบาล ในเรื่องนี้จะต้องไม่ยุ่งยาก/ซับซ้อน เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เจ้าของอาคาร ทำให้การปฏิรูปนโยบายพลังงานของสหพันธ์ฯ มีความคืบหน้า

ในข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ระหว่างพรรค CDU/CSU และพรรค SPD ได้มีการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาลเยอรมนี โดยสรุป ได้แก่

  1. ยืนยันกำหนดการ phase-out นิวเคลียร์ ในปี 2565
  2. เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนในการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ เป็นร้อยละ 45 ในปี 2568 รวมทั้งตั้งใจมุ่งไปถึงร้อยละ 55-60 ภายในปี 2578
  3. จะไม่มีการสนับสนุนโรงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซหรือถ่านหินเพิ่มเติม แต่จะมีกลไกอื่น อาทิ capacity market เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่โรงผลิตไฟฟ้าเหล่านั้นรักษากำลังการผลิตในระยะกลาง
  4. จะปฏิรูป กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมพลังงานทดแทน (EEG) ภายในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2557 และจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. ลดเป้าหมายของการส่งเสริม อุตสาหกรรมพลังงานลม ทั้งนี้ จะยังขยายระยะเวลาการสนับสนุนในส่วน off-shore เพื่อดึงดูดนักลงทุน
  6. ปฏิเสธเรื่อง fracking ในชั้นนี้ เนื่องจากให้ความสำคัญกับน้ำบริโภคและสุขภาพของ ประชาชน ทั้งนี้ โดยที่เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ รัฐบาลสหพันธ์ฯ จึงจะยังสนับสนุนการศึกษาและวิจัยในเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ยังไม่มีข้อสรุป ได้แก่ (1) พรรค SPD ต้องการมีกฎหมายว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ CDU/CSU ไม่เห็นด้วย (2) รายชื่ออุตสาหกรรมที่สมควรได้รับการยกเว้นมิต้องจ่ายสมทบกองทุนส่งเสริมพลังงานทดแทน (3) การกำหนดอัตราภาษีเชื้อเพลิง

ขณะนี้จึงถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะสานต่อความร่วมมือกับเยอรมนีในสาขา niche ที่เยอรมนีมีจุดแข็ง อีกทั้งเยอรมนียังเป็น model ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาด้านพลังงานระดับชุมชนจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยเยอรมนีมีเทคโนโลยีที่แข่งขันได้ อาทิ การก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดโครงข่ายแบบ smart grid เป็นต้น


สิ่งที่ไทยน่าจะเรียนรู้จากสหพันธ์ฯ ได้แก่

  1. การกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการบริหารจัดการที่ชัดเจน บูรณาการ และครอบคลุม
  2. การสร้าง incentives ด้านกฎหมายและเศรษฐกิจที่เป็นระบบ และ
  3. การส่งเสริมกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลาง เพื่อให้แผนและนโยบายข้างต้นถูกนำไปปฏิบัติจนเกิดผลที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้
  4. ควรติดตามพัฒนาการด้านพลังงานของ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประโยชน์จาก economies of scale และเป็นการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค


ที่มา : www.gtai.de