การทำธุรกิจในเยอรมนี

ในหลักการ เยอรมนีมีกฎหมายให้การคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติอย่างเสมอภาคกับนักลงทุนเยอรมนี หากมีข้อพิพาททางกฎหมาย นักธุรกิจส่วนใหญ่สามารถพี่งพาระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพของเยอรมนี อย่างไรก็ดี การทำความเข้าใจระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก่อน ย่อมเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายการค้า กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี กฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่กำลังถูกจับตามองในเยอรมนีในขณะนี้



การลงทุน

ในส่วนนี้จะกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรการและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งกิจการต้องห้าม กิจการที่รัฐส่งเสริม ลักษณะการลงทุนรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน


กฎหมายแรงงาน

มี 2 ฉบับหลัก คือ กฎหมายคุ้มครองลูกจ้าง (Arbeitnehmer-Entsendegesetz หรือ AEntG) และกฎหมายการจัดหาคนงานชั่วคราว (Arbeitnehmerüberlassungsgesetz หรือ AÜG)

รูปแบบการจ้างงานนอกเหนือจากการจ้างแบบเต็มเวลาทั่วไป ยังมีการจ้างงานแบบ Midi Job หรือ low-salary-job ที่หมายถึงการทำงานแบบไม่เต็มเวลา และมีระดับเงินเดือนที่ 450.01 – 850 ยูโร/เดือน และการจ้างงานแบบ Mini Job หรือ 450-euro jobs ที่หมายถึงการทำงานแบบไม่เต็มเวลาและมีระดับเงินเดือนไม่เกิน 450 ยูโร/เดือน ซึ่งมีเกณฑ์ชำระภาษีและค่าประกันสังคมต่างไปจากปกติ

เงื่อนไขสัญญาการจ้างงาน ไม่มีข้อบังคับการระบุเนื้อหาของสัญญา แต่มีจุดที่ควรคำนึงและแนะนำให้ระบุในสัญญาให้ชัดเจน ส่วนชั่วโมงทำงานและวันหยุด ปกติการทำงานเต็มเวลาในเยอรมนี คือการทำงานเฉลี่ย 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ วันอาทิตย์นับเป็นวันหยุด เป็นต้น

สิทธิลางานสำหรับมารดาขณะตั้งครรภ์

การคุ้มครองมารดาขณะตั้งครรภ์เป็นไปตามกฎหมาย Protection of Working Mothers Act และ Ordinance on the Protection of Mothers at Work ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับกฎหมายด้านอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเป็นส่วนสำคัญของนโยบายด้านครอบครัวและสังคม

มารดาตั้งครรภ์จะได้รับการคุ้มครองจากอันตรายในการทำงานและการถูกไล่ออกจากงานนับแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงสี่เดือนหลังคลอดบุตรมีสิทธิการลาตามกฎหมายเพื่อคลอดบุตรหกสัปดาห์ก่อนและอย่างน้อยที่สุดแปดสัปดาห์ภายหลังการคลอดบุตร หมายความว่ามารดาสามารถดูแลครอบครัวโดยไม่ต้องแบกรับภาระในการทำงาน โดยสามารถขยายการลาคลอดบุตรได้ถึงสิบสองสัปดาห์หลังการคลอดบุตรแฝดหรือคลอดก่อนกำหนด ซึ่งช่วงเวลาในการลาก็จะขยายเพิ่มตามสัดส่วนของวันลาที่สูญเสียไปอันเนื่องจากการคลอดบุตรก่อนกำหนด

ในช่วงนี้  มารดาจะได้รับสิทธิประโยชน์การลาคลอดบุตรจากสำนักงานประกันสุขภาพของรัฐและจากนายจ้างเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทและขอบเขตความคุ้มครองการประกันสุขภาพของมารดา นับตั้งแต่วันที่คลอดบุตร หากต้องการ ทั้งบิดามารดาสามารถขอรับสิทธิประโยชน์ในการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรในเวลาเดียวกันได้

สิทธิของมารดาภายใต้กฎหมาย Protection of Working Mothers Act
สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสุขภาพตามกฎหมาย
ในช่วงของการคุ้มครองทั้งก่อนและหลังการคลอดบุตร หากมารดาอยู่ภายใต้การประกันสุขภาพ (ทั้งแบบบังคับและแบบสมัครใจซึ่งรวมสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย) ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับมารดาจากกองทุนนี้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
-  มารดาได้รับการจ้างงานหรือเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน
-  นายจ้างได้ยกเลิกการจ้างงานตามกฎหมายระหว่างมารดาตั้งครรภ์หรือ
-  หากการจ้างงานเริ่มต้นหลังเริ่มช่วงการคุ้มครอง หากมารดาเป็นผู้อยู่ในกองทุนประกันสุขภาพตาม
   กฎหมายในขณะนั้นก็จะมีสิทธิที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การลาคลอดตั้งแต่เริ่มการทำงาน
หากเป็นสมาชิกโดยสมัครใจของกองทุนประกันสุขภาพตามกฎหมาย และงานหลักคือการทำงานอิสระ  มารดารายนั้นจะมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์การคลอดบุตรก็ต่อเมื่อได้ยื่นความจำนงต่อกองทุนประกันสุขภาพว่าประสงค์จะรวมสิทธิประโยชน์เมื่อเจ็บป่วยในสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับด้วย (สามารถเลือกได้)

สิทธิประโยชน์สำหรับมารดาขึ้นอยู่กับรายได้เฉลี่ยช่วงสามเดือนสุดท้ายที่หักลดแล้วตามที่กฎหมายกำหนด ในกรณีของการจ่ายรายสัปดาห์ 13 สัปดาห์สุดท้ายก่อนการเริ่มระยะคุ้มครองก่อนการคลอดบุตรก็จะนำมาเป็นฐานในการคุ้มครอง ซึ่งสามารถรับสิทธิประโยชน์ได้สูงสุดถึง 13 ยูโรต่อวัน

สิทธิประโยชน์ในการลาคลอดบุตรจากสำนักประกันแห่งสหพันธ์ฯ
หากมารดาเป็นลูกจ้างแต่ไม่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสุขภาพ (หากมีการคุ้มครองโดยการประกันสุขภาพส่วนบุคคล หรือร่วมประกันตนในฐานะสมาชิกครอบครัวในการประกันสุขภาพตามกฎหมาย) ก็จะมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์การลาคลอดบุตรสูงสุดรวม 210 ยูโร

การจ่ายเพิ่มโดยนายจ้าง
หากลูกจ้างมีค่าแรงสุทธิเฉลี่ยเกินวันละ 13 ยูโร (ค่าจ้างสุทธิเดือนละ 390 ยูโรขึ้นไป) นายจ้างจะต้องจ่ายส่วนต่างให้เพิ่ม สำหรับผู้ที่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ (marginal employment)  หากค่าจ้างสุทธิเกิน 390 ยูโร นายจ้างก็ต้องจ่ายส่วนต่างเช่นเดียวกัน

การคุ้มครองการจ้างงาน
โดยปกติแล้วนายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างขณะลูกจ้างตั้งครรภ์หรือภายในสี่เดือนหลังคลอดบุตร ยกเว้นบางกรณีซึ่งขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของหน่วยงานที่กำกับดูแล (โดยปกติคือหน่วยงานด้านแรงงานหรือหน่วยงานด้านอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน)

นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างด้วยการบอกแจ้งล่วงหน้า แต่ลูกจ้างสามารถยกเลิกการจ้างงานได้ทุกเวลาในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงหลังคลอดบุตร โดยไม่จำเป็นต้องทำงานจนครบกำหนดการบอกแจ้งล่วงหน้า และการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่วันสิ้นสุดการลา หากลูกจ้างต้องการยกเลิกการจ้างงานในช่วงก่อนหรือหลังจากนั้นก็จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือการแจ้งล่วงหน้าตามที่เห็นพ้องต้องกัน

ลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครองการจ้างงานเป็นพิเศษ หากขอลาหยุดเลี้ยงดูบุตรเมื่อสิ้นสุดวันลาที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย การคุ้มครองนี้จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้แจ้งให้นายจ้างทราบถึงความประสงค์ที่จะขอลาเลี้ยงดูบุตรแต่ต้องไม่เกินแปดสัปดาห์ก่อนเริ่มการลาเลี้ยงดูบุตรและระหว่างการลาเลี้ยงดูบุตร โดยอาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี ซึ่งลูกจ้างสามารถยกเลิกการจ้างงานได้ในสองกรณีต่อไปนี้
• แจ้งสามเดือนล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดวันลาเลี้ยงดูบุตร
• หรือในช่วงเวลาใดระหว่างหรือภายหลังการลาเลี้ยงดูบุตร แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายหรือการตกลงร่วมกันหรือเป็นตามระยะเวลาการบอกแจ้งล่วงหน้าที่สัญญาจ้างงานกำหนด

การจัดการพื้นที่ในสถานประกอบการ
สำหรับลูกจ้างสตรีที่จะคลอดบุตรหรือต้องให้นมบุตร ทั้งลูกจ้างและบุตรต่างมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองด้านอนามัยและความปลอดภัยในสถานประกอบการ ซึ่งนายจ้างต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองด้านอนามัยและความปลอดภัยด้วยการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานประกอบการอย่างเพียงพอ  หรือได้ดำเนินมาตรการป้องกันแล้วตามความจำเป็น ทั้งนี้ จะไม่อนุญาตให้ลูกจ้างตั้งครรภ์และลูกจ้างที่กำลังให้นมบุตรทำงานบางประเภท ตัวอย่างเช่น
• ทำงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก
• ทำงานที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสารอันตราย รังสี ฝุ่นละออง แก๊ส ไอระเหย ความร้อน ความเย็น ความชื้น การสั่นสะเทือนและเสียง
• ทำงานเหมา
• ทำงานเกินแปดชั่วโมงครึ่งต่อวันหรือ 90 ชั่วโมงในสองสัปดาห์ติดกัน มารดาตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในเวลากลางคืน (ระหว่าง 20.00 -06.00 น.) วันอาทิตย์หรือวันหยุดราชการ หรือชั่วโมงทำงานเกินจากชั่วโมงทำงานปกติ

อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดการยกเว้นเกี่ยวกับการห้ามทำงานในเวลากลางคืนและวันอาทิตย์ เช่น นับตั้งแต่เดือนที่สามของการตั้งครรภ์ ไม่อนุญาตให้ลูกจ้างขับรถขนส่ง รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุก หรือแท็กซี่ได้ ซึ่งรวมถึงตัวแทนการขายที่ต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งของชั่วโมงทำงานบนท้องถนน และนับตั้งแต่เดือนที่ห้าของการตั้งครรภ์ ลูกจ้างอาจไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานที่ต้องยืนต่อเนื่อง หากงานนั้นเกินสี่ชั่วโมงต่อวัน

นอกเหนือจากงานที่กำหนดข้างต้นแล้ว ลูกจ้างยังอาจถูกห้ามมิให้ทำงานบางประเภทที่เคยทำหากผลการตรวจทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าการทำงานนั้นส่งผลต่อสุขภาพตนเองหรือบุตร ในบางกรณีอาจต้องลดชั่วโมงการทำงานลง

การห้ามมิให้ทำงานด้วยเหตุผลทางการแพทย์จะต่างไปจากการป่วย เนื่องจากลูกจ้างจะไม่สูญเสียค่าจ้างเพราะจะได้รับเงินคลอดบุตรจากนายจ้าง (มิใช่สิทธิประโยชน์การลาคลอดบุตร และสิทธิประโยชน์จากนายจ้างในระหว่างการลาคลอดบุตรตามกฎหมาย) โดยมากจะอัตราเดียวกันกับเงินค่าจ้างสุทธิที่ลูกจ้างได้รับ ซึ่งนายจ้างจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายคืน (เงินค่าลาคลอด และเงินสิทธิประโยชน์ลาคลอดในส่วนของนายจ้าง) จากเงินสมทบที่นายจ้างทุกคนจ่าย

ที่มา: ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน


กฏหมายที่ดิน

เยอรมนีไม่มีข้อห้ามชาวต่างชาติครอบครองอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อจะมีการก่อสร้าง ต่อเติม หรือเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยอาคาร ต้องติดต่อเพื่อขออนุญาตหน่วยงานต่างๆ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายควบคุมอาคาร (Zoning law หรือ Bauplanungsrecht) กฎหมายควบคุมการก่อสร้าง (Building regulations law หรือ Bauordnungsrecht) การขออนุญาตก่อสร้าง (Building permit หรือ Baugenehmigung) และในบางกรณีอาจต้องยื่นขออนุญาตตามกฎหมายควบคุมมลภาวะ (Emission control permit) จากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย


กฎหมายลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร

เยอรมนีเข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตร การเปิดกิจการในเยอรมนีต้องจดทะเบียนเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ด้วยการตรวจสอบเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรเยอรมนี (German Patent and Trade Mark Office หรือ Deutsches Patent und Markenamt - DPMA) และสำนักงานสิทธิบัตรแห่งยุโรป (the European Patent Convention หรือ EPC) ว่ามีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือสิทธิบัตรดังกล่าวแล้วหรือไม่ ทั้งนี้หากมีการจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ก็สามารถยื่นขออนุญาตใช้งานจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ เพื่อเลี่ยงปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา


ระเบียบมาตรฐานสินค้า

สินค้าที่ขายอยู่ในตลาดร่วมประชาคมยุโรปไม่ว่าจะโดยการถูกนำเข้ามา หรือแม้แต่ถูกผลิตขึ้นในยุโรปเองก็ตาม จำเป็นต้องมีการได้รับตรามาตรฐาน CE ซึ่งย่อมาจาก Communauté Européenne หรือ European Community อันเป็นตรารับรองว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณสมบัติถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยของประชาคมยุโรป นอกจากนั้น บนฉลากยังต้องมีการแจงรายละเอียด Declaration of Conformity หรือ DoC ที่เป็นการระบุรายละเอียดของชื่อและที่อยู่ของโรงงานผู้ผลิต ตลอดจนบริษัทตัวแทนในยุโรป ชื่อและรายละเอียดสินค้า และชื่อผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วย

เยอรมนีมีมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่น่าสนใจสำหรับทั้งนักลงทุนภายในประเทศและนักลงทุนจากต่างประเทศ โครงการที่ภาครัฐสนับสนุนการลงทุนนั้นมีหลายประเภท โดยอาจแบ่งเป็น

  • การสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงิน อาทิ การให้เงินช่วยเหลือในการเริ่มต้นกิจการ การปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำโดยตรงจากภาครัฐ การรับประกันสินเชื่อจากภาครัฐกับธนาคารเอกชน เป็นต้น
  • การสนับสนุนช่วยเหลือทางการดำเนินการที่ไม่ใช่เงิน อาทิ การจัดหาแรงงานที่เหมาะสมจากตลาดแรงงาน การจัดฝึกอบรมตามสาขาอาชีพให้กับหน่วยงาน การสนับสนุนค่าจ้างแรงงานบางส่วน การส่งเสริมการทำการทำวิจัยและพัฒนาสินค้า เป็นต้น

โดยหลักการให้เงินสนับสนุนในแต่ละธุรกิจนั้นก็มีการกำหนดเกณฑ์ไว้แตกต่างกัน เช่น ขนาดของบริษัท แผนการลงทุน และทำเลที่ตั้ง อีกทั้งแต่ละรัฐก็มีนโยบายสนับสนุนการลงทุนแตกต่างกันไปตามนโยบายการบริหารของท้องถิ่น แผนผัง ภาพรวมการส่งเสริมการลงทุนในเยอรมนี

  • ข้อมูล Incentive programs จัดทำโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งเยอรมนี (GTAI)

ที่มา : องค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งเยอรมนี (GTAI)

โดยทั่วไปแล้วการดำเนินธุรกิจในเยอรมนีเป็นไปอย่างเสรีโดยไม่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันสำหรับนักลงทุนเยอรมันและนักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับการควบคุมกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งบังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค ระบบยุติธรรมของเยอรมนีเองก็มีชื่อเสียงเรื่องความมีประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมายที่นี่จึงช่วยเอื้อต่อการวางแผนธุรกิจอย่างรัดกุม ประกอบกับการมีใบอนุญาตต่างๆ ที่ออกให้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการลงทุนต่อไป

ในเยอรมนีชาวต่างชาติมีสิทธิเช่นเดียวกับชาวเยอรมัน ที่จะลงทุนเปิดกิจการต่างๆ ได้ อีกทั้งไม่มีข้อบังคับว่า ต้องมีชาวเยอรมันร่วมหุ้นในกิจการด้วยหรือต้องถือหุ้นขั้นต่ำกี่เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การดำเนินการตามกฎระเบียบภายในประเทศของเยอรมนีอย่างเคร่งครัด เช่น เรื่องการเปิดกิจการบางสาขา นายจ้างจะต้องจ้างบุคลากรที่มีคุณวุฒิวิชาชีพที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภายในเยอรมนี เป็นต้น

รัฐบาลเยอรมนีส่งเสริมอุตสาหกรรมในหลายๆ ด้าน อาทิ การพัฒนายานยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม นอกจากนั้นยังมีนโยบายผลักดันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เน้นส่งเสริมธุรกิจ Start-Up โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฮเทคด้านต่างๆ ได้แก่ พลังงานและสภาพอากาศ อาหารและสุขภาพ ยานยนต์ ความปลอดภัย และการสื่อสาร ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพัฒนากระบวนการผลิต เทคโนโลยีวัสดุภัณฑ์ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการบิน และเทคโนโลยีชีวภาพ

อีกทั้งจะเห็นได้จากภารกิจท้าทายของกระทรวงเศรษฐกิจและการพลังงาน ที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนด้านสาธารณูปโภคภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ยังตั้งเป้าส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เพื่อตัดทอนความล่าช้าจากขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาไปสู่กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม

ในภาพรวม แฟรงก์เฟิร์ต เบอร์ลิน ฮัมบูรก์ มิวนิค และดุสเซลดอร์ฟ นับเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเยอรมนี

โครงการส่งเสริมการลงทุน GRW Cash Grants ของรัฐบาลเยอรมนี ให้เงินสนับสนุนการลงทุนแบบ non-repayable โดยพิจารณาตามขนาดธุรกิจ และพื้นที่ตั้ง เช่น ในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตเยอรมันตะวันออกในอดีต วิสาหกิจขนาดเล็ก (SME) มีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนการลงทุนสูงถึง 35% หรือในพื้นที่เยอรมนีตะวันออกเก่า บริเวณชายแดนเยอรมนี-โปแลนด์ สามารถได้เงินสนับสนุนฯ สูงถึง 40% อย่างไรก็ดี การลงทุนในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของประเทศก็มีโอกาสได้รับเงินสนับสนุนฯ เช่นกัน ขึ้นกับขนาดกิจการ อนึ่ง การขอรับเงินสนับสนุนการลงทุนต้องยื่นเรื่องก่อนดำเนินกิจการ

กรุงเบอร์ลินถูกจัดให้เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากพื้นที่ส่วนหนึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของเยอรมันตะวันออกมาก่อน จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการจ้างงานและกระตุ้นการใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ