สินค้าเกษตรและอาหาร

น้ำมันปาล์ม

น้ำมันปาล์ม

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำมันปาล์มโลกมีความผันผวนทั้งด้านราคาและปริมาณอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภัยธรรมชาติและภาวะเศรษฐกิจโลก ตลาดส่งออกน้ำมันปาล์มที่สำคัญของไทย ได้แก่ อันดับหนึ่ง อินเดีย ร้อยละ 33 อันดับสอง เยอรมนี ร้อยละ 26.5

เยอรมนีเริ่มนําเข้าน้ำมันปาล์มจากไทย ตั้งแต่ปี 2554 มูลค่า 28.5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนั้นเพิ่มปริมาณขึ้นกว่า 4 เท่าตัวในปีถัด ๆ มา และยังสนใจที่จะนําเข้าเพิ่มขึ้นทุกปี สะท้อนว่า ตลาดเยอรมนีมีความต้องการน้ำมันปาล์มสูง เนื่องจากแนวโน้มน้ำมันปาล์มกำลังเป็นน้ำมันพืชที่เป็นที่นิยมของอุตสหกรรมในเยอรมนี ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน (ไบโอดีเซล) หรือเครื่องสําอาง

กลุ่มผู้บริโภคเยอรมันก็หันมาให้ความสำคัญกับน้ำมันปาล์มมากขึ้น ปัจจุบัน สามารถซื้อน้ำมันปาล์มบรรจจุขวดในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาเก็ต และร้านสะดวกซื้อ เช่น Aldi Lidl Netto EDEKA Kaufland จากเดิมที่มีขายเฉพาะในร้านขายยา หรือร้านขายสินค้าเอเชียเท่านั้น

ปัจจุบัน สหภาพยุโรปยังมีการอุดหนุนภาคการเกษตร จึงทำให้ราคาน้ำมันพืชประเภทอื่น ๆ ที่ใช้ในการบริโภคมีราคาไม่สูงนัก แต่ในอนาคต สหภาพยุโรปจะลดเงินสนับสนุนการเกษตรกรรมลงเรื่อย ๆ จนการสนับสนุนแบบเก่าจะจบลงในปี 2020 อันจะมีผลกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันด้านราคาของสินค้าเกษตรจากสหภาพยุโรปเองในอนาคต

น้ำมันปาล์มที่ใช้ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ยกเว้นด้านอาหาร ไม่ต้องเสียภาษีในการนำเข้ามาในเยอรมนี สำหรับน้ำมันปาล์มประเภทอื่น ๆ จะมีภาษีนำเข้าร้อยละ 3.2 – 12.8 ส่วนสินค้าตามโครงการ GSP จะมีภาษีนำเข้าร้อยละ 2.2 – 4.4

คู่แข่งสําคัญในการส่งออกน้ำมันปาล์มมายังเยอรมนี ได้แก่ อินโดนีเซีย เนเธอร์แลนด์ ปาปัวนิวกินี และกัวเตมาลา

ในช่วงที่ผ่านมา องค์กรและสื่อมวลชนที่สนับสนุนการผลิตสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอข่าวเตือนผู้บริโภคให้ตรวจสอบน้ำมันปาล์มที่ซื้อว่ามาจากแหล่งผลิตใด และแหล่งผลิตเหล่านี้มีการทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันหรือไม่ โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ที่มีข้อกังขาในประเด็นการทำลายป่าไม้อยู่

ต่อมา เยอรมนีได้ประกาศกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรับรองแหล่งที่มาของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม จึงสอดคล้องกับจุดแข็งของน้ำมันปาล์มไทยซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่เป็นสัดส่วน และมีการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการ เพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานสินค้าตามระบบของสหภาพยุโรป

ประเทศไทยได้ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ภายใต้โครงการ Green Palm เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแหล่งผลิตปาล์มในไทยในสวนปาล์ม 4 แห่ง เมื่อ ธ.ค. 2551 - มิ.ย. 2555 เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพยั่งยืน เป็นเหตุให้ผลผลิตตามโครงการฯ ได้รับใบรับรองสินค้า Green Palm Sustainability อีกทั้งน้ำมันปาล์มไทยเป็นพืชที่ปลอด GMOs ด้วย

ปัจจุบันได้มีองค์กรที่ได้ก่อตั้งมาเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ที่เรียกว่า Round Table for Sustainable Palm Oil : RSPO สนับสนุนการปลูกปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่ของคนในชนบท ให้ความรู้เกษตรกร เรื่องการเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดิน การลดต้นทุนการผลิต

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ได้กล่าวถึง "Trend ใหม่มาแรง Green Palm" รวมทั้งในขณะนี้ได้เริ่มมีการก่อตั้งกลุ่มผู้ผลิตปลูกปาล์มที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น Consumer Good Forum โดยให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและส่งเสริมการปลูกแบบยั่งยืน

ลิงค์ข้อมูลที่น่าสนใจ

วิกฤติต่อต้านน้ำมันปาล์มในยุโรป โอกาสส่งออกของไทย (จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)
เทรนด์ Green Palm Sustainability (จากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต)

01/27/2015



กลับหน้าหลัก